2026 เดินทางผ่านมาครึ่งปี และเป็นภาพที่แสดงได้ว่า “การลงทุนนั้นควรต้องมี” เนื่องจากตลาดหุ้นแทบทั่วโลกเดินหน้าทำ All Time High ตามที่ทีมกลยุทธ์ฯ การลงทุน ttb คาดการณ์ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/26 สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นจะเผชิญความผันผวนแบบไม่คาดคิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้น แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ ตลาดหุ้นโดยเฉพาะตลาดที่มีน้ำหนักกลุ่มหน่วยความจำ (Memory Chip) มากอย่างเกาหลีใต้ และกลุ่ม Semiconductor ในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นถึงระดับ 100% เลยทีเดียว จากภาวะสงครามที่บรรเทาลง สหรัฐฯ – อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ประกอบกับผลกำไรของกลุ่มชิปประจำ Q1/26 เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากความต้องการใช้ชิปสำหรับ AI และ Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้านตลาดไทยเราก็ไม่น้อยหน้า SET Index ปรับตัวขึ้นถึงเกือบ 30% โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวขึ้นแรงตามตลาดโลก ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด ในเดือน มิ.ย. 26 ธปท. กลับมาคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ +2.4% โดยได้ปัจจัยบวกเสริมจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนั่นเอง
ผลตอบแทนรวม (Total Return) ของสินทรัพย์ต่างๆ ประจำปี 2026

แน่นอนว่า ในเมื่อครึ่งปีแรกตลาดหุ้นแทบทั่วโลกปรับขึ้นได้ดีขนาดนี้ แล้วครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะไปต่อได้อีกหรือ แล้วเราจะต้องลงทุนกันอย่างไรดี ซึ่งทีมกลยุทธ์การลงทุน ttb มองว่าตลาดหุ้นโลก (ตัวแทนของตลาดหุ้นโดยรวม) มีแนวโน้มเติบโตก้าวสู่ “New High” ได้ต่อ ในครึ่งหลังของปีนี้ ดังนั้น ในด้านของการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน เราจึงยังเน้นการลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าพันธบัตร และยังแนะนำให้ท่านจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวนในระหว่างทางเช่นเดิม ส่วนสาเหตุใดที่ทำให้เรายังมองว่าตลาดหุ้นจะสามารถทำ New High ต่อได้ขอเชิญทุกท่านพบกับคำตอบได้ในหัวข้อถัดไปของบทความนี้
ภาพรวมการลงทุนประจำครึ่งหลังปี 2026: ก้าวใหม่ของการเติบโต สู่โอกาสที่เหนือกว่า
โดยรวม เรามองว่าตลาดหุ้นโลกน่าจะสามารถก้าวสู่ New High ได้จากปัจจัยบวกอันทรงพลังทั้ง 3 ดังนี้
- การเติบโตของ AI เป็นเพียงช่วงเริ่มต้น ผลกำไรบริษัทยังโตได้อีกไกล : ตั้งแต่ปี 2023 หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีม AI ต่างจับมือปรับขึ้นไปด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์ เริ่มตั้งแต่กลุ่ม US Big Tech และมาต่อด้วยกลุ่ม Semiconductor โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิต Memory Chip ที่ราคาหุ้นอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron ปรับตัวขึ้นกันไประดับหลายร้อยเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี 2026 จากความต้องการ Memory Chip ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center คำถามต่อมาคือ แล้วการลงทุนใน AI Infrastructure อย่าง Data Center จะยังเพิ่มขึ้นอีกหรือ? เพราะตั้งแต่ปี 2025 คำถามนี้เริ่มกลับเข้ามาสู่ตลาดเป็นระยะ พร้อมกับความกังวลว่าการลงทุนใน AI อย่างมหาศาลของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่เรียกกันว่า Hyperscalers รวมถึงพี่ใหญ่อย่าง Nvidia สามารถสร้างผลกำไรที่ดีงามจากการลงทุนดังกล่าวได้จริงหรือ? ซึ่งเราขอกล่าวว่า “เป็นเรื่องจริง” โดยสัดส่วนรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ Hyperscalers เพิ่มขึ้นจากประมาณ 18.7% ในปี 2023 เป็นประมาณ 35.9% ในปี 2025 และคาดกันว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 69% ในปี 2026 แม้การลงทุนใน AI Infrastructure จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณก็ตาม รวมทั้งการลงทุนดังกล่าว “ยังไม่หยุดยั้ง” สะท้อนจากการจองเครื่องจักรการผลิตชิปและยอดขายชิปทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการนำ AI มาใช้ในการดำเนินธุรกิจยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม Technology เป็นหลัก ไม่ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอื่นๆ เปรียบเสมือนมี “ช่องว่าง” ให้ธีม AI และการลงทุนใน AI Infrastructure ยังขยายตัวได้อีกไกล จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมองว่าการเติบโตของธีม AI ณ ขณะนี้ ยังอยู่ที่ “จุดเริ่มต้น” ไม่ใช่ “จุดสิ้นสุด” และแน่นอนการขยายตัวของ AI ย่อมนำมาสู่ความต้องการใช้ชิปและการประมวลผลผ่าน Data Center ที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การเติบโตของผลกำไรบริษัทที่อยู่ใน AI Supply Chain ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วราคาหุ้นกลุ่ม AI จะไม่ขึ้นต่อได้อย่างไร? และเป็นการปรับขึ้นตามผลกำไรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่ฟองสบู่ นอกจากนี้ การที่ผลกำไรของบริษัทมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ ย่อมส่งผลให้ค่า Forward P/E มีแนวโน้มปรับลง สะท้อนถึง Valuation ที่ “ถูกลง” ไม่ใช่ “แพงขึ้น” แม้กระทั่งขณะนี้ค่า Forward P/E ของดัชนีที่ปรับตัวขึ้นมามากอย่าง Nasdaq 100 และ KOSPI ยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี อยู่เลย เมื่อนักลงทุนเห็นแล้วว่าของดีแต่ราคามีแนวโน้มถูกลง แล้วทำไมจะไม่ลงทุน? อันจะช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับขึ้นอีกทางหนึ่ง และนี่คือปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดในครึ่งปีหลัง
- ภาคต่อของดอกเบี้ยขาลง Fed คงท่าทีไม่เข้มงวด : สงครามอิหร่านที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นจนนักลงทุนกลับมาคาดว่า Fed มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ และทาง Fed เองก็ตอบรับความคิดของนักลงทุนสะท้อนจากค่ากลางของ Dot Plot ในการประชุมเดือน มิ.ย. 26 ที่ปรับมาเป็น Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 26 ต่างจากในเดือน มี.ค. 26 ที่ค่ากลางดังกล่าวยังระบุว่า Fed อาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เรามองว่าโอกาสที่ Fed จะ “คง” หรือ “ลง” ดอกเบี้ยในปีนี้นั้น มีมากกว่าที่จะ “ขึ้น” เนื่องจากภาพรวมเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ได้น่ากังวลเหมือนปี 2022 เงินเฟ้อพื้นฐานปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปปรับขึ้นแต่ไม่ได้แรงมากนัก และเป็นไปตามการปรับขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ ดังนั้น หากราคาน้ำมันกลับมาปรับลง เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ย่อมปรับลงตาม แล้ว Fed มีความจำเป็นใดที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ย? ซึ่งตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. 26 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลงมาใกล้ระดับก่อนที่จะเกิดสงครามในเดือน มี.ค. 26 แล้ว จากการที่สหรัฐฯ และ อิหร่าน ตกลงที่จะเจรจายุติสงครามกัน นำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การสัญจรกลับมาเป็นปกติมากขึ้น ซึ่งตราบใดที่ช่องแคบดังกล่าวไม่ปิดตาย ก็เป็นเรื่องยากที่ราคาน้ำมันจะพุ่งแรง เพราะราคาน้ำมันปรับขึ้นมาจากความกังวลว่าจะขนส่งน้ำมันไม่ได้ ไม่ใช่มาจากกำลังการผลิตที่ลดลงอันเนื่องมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย ส่วนประเด็นเรื่องภาษีนำเข้าใหม่ เรามองว่ามีโอกาสไม่รุนแรงมากกว่าปีก่อน เพราะสหรัฐฯ จะเน้นใช้มาตรา 301 ในการขึ้นภาษี ซึ่งต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการค้ากับสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นธรรมจริงหรือไม่ และการปรับขึ้นภาษีต้องมีการทำประชาพิจารณ์ จึงเป็นการยากที่จะขึ้นภาษีแบบดุดัน และยังช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเตรียมรับมือกับอัตราภาษีใหม่ได้ล่วงหน้าอีกด้วย จึงไม่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ดังนั้น ด้วยราคาน้ำมันที่กลับมาเป็นปกติและภาษีนำเข้าใหม่มีแนวโน้มไม่รุนแรงมาก เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมองว่า ดอกเบี้ย Fed จึงมีแนวโน้ม “คง” หรือ “ลง” มากกว่าขึ้นนั่นเอง อันจะหนุนให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้นต่อไป
- US Mid Term Election สกัดกั้นนโยบายสุดโต่ง : ก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้ง Mid Term Election ในต้นเดือน พ.ย. 26 เรามองว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นเพราะนักลงทุนไม่ชอบ “ความไม่แน่นอน” ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นเช่นไร แต่หลังจากการเลือกตั้งผ่านไป ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นต่อเพราะ “ความไม่แน่นอน ได้หายไป” ซึ่งการเลือกตั้ง Mid Term Election 6 ครั้งในอดีตที่ผ่านมา หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นตลาดหุ้นปรับขึ้นแทบทุกครั้ง มีเพียงปี 2018 ครั้งเดียวที่ตลาดหุ้นตก แต่นั่นมาจากการที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเป็นหลัก ส่วนปี 2026 นี้ เรามองว่าตลาดหุ้นจะปรับขึ้นได้ เพราะเรามองว่าผลจะออกมาเป็นสภาผสม จากความไม่พอใจในตัวทรัมป์ ส่งผลให้การออกมาตรการต่างๆ แบบสุดโต่งทำได้ยากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ จะมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ดี ไม่ผันผวน นำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ อย่างมีเสถียรภาพต่อไป
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มทำ New High ต่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องลงทุนในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น AI แต่เพียงอย่างเดียว เพราะในระหว่างทางจนถึงสิ้นปี อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นและทำให้ตลาดหุ้นผันผวนหนักได้ชั่วขณะ ดังนั้น “การจัดพอร์ตลงทุน” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตทางการเงินของท่านดีขึ้นอย่างยั่งยืน แล้วเราจะจัดพอร์ตอย่างไรดี? ซึ่งทาง ttb ขอนำเสนอคำตอบให้กับทุกท่าน คือ ควรใช้กลยุทธ์ Core – Satellite โดยมีกองทุน ES-ULTIMATE GA Series (GA1-GA3 ระดับความเสี่ยงกองทุน 5) เป็น Core Portfolio ด้วยสัดส่วนการลงทุนประมาณ 30% - 40% (Suit Score 1 แนะนำ ES-ULTIMATE GA 1 สัดส่วนประมาณ 30%., Suit Score 2 แนะนำลง ES-ULTIMATE GA 2 สัดส่วนประมาณ 30% Suit Score 3 แนะนำลง ES-ULTIMATE GA 3 สัดส่วนประมาณ 35% - 40%, Suit Score 4 ขึ้นไป อาจใช้กองทุน Global Equity และ ES-ULTIMATE GA 3 เป็น Core Port คู่กัน โดยมี GA 3 ประมาณ 30% - 35%) เพื่อเป็นแกนกลางในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดหุ้นโลก โดยผลตอบแทนของกองทุน GA ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ในการสร้างผลตอบแทนที่ดี เหนือกว่าเป้าหมาย ส่วนกองทุนที่เป็น Satellite แน่นอนว่าเราแนะนำให้มีกองทุนหุ้น AI ทั้งในฝั่ง Developed Market (DM) และ Emerging Market (EM) กองทุนหุ้นรายประเทศอย่างยุโรป ญี่ปุ่น และไทย รวมทั้งเสริมทัพด้วยกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Hedge Fund เพื่อร่วมกันสร้างผลตอบแทนของพอร์ตให้เหนือชั้นกว่าตลาด ภายใต้ความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนที่ไม่มากจนเกินไป และขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนฝั่ง DM : เติบโตไปกับผู้ครองอนาคต ลงทุน AI แบบครบวงจร
Executive Summary
- ยังมองบวกต่อหุ้นเทคโนโลยี แต่โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Big Tech โดยเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers (Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta) กำลังกระจายประโยชน์ไปตลอดห่วงโซ่ AI เช่น Memory, Storage, Semiconductor และ Infrastructure
- Big Tech ยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี แม้ลงทุนสูง โดย Microsoft และ Amazon มี Operating Margin เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 และ Consensus คาดว่าจะขยายตัวต่อในปี 2026-2027
- CAPEX ด้าน AI ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หนุนการเติบโตของบริษัทที่เกี่ยวข้อง เช่น Micron, SK Hynix, TSMC และ Broadcom ทำให้ธีม AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีโอกาสเติบโตได้อีกในระยะยาว
- เรายังคงชื่นชอบการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ผ่านกองทุน ES-GTECH ระดับความเสี่ยงกองทุน 7 เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของธีม AI ในระยะยาว
สำหรับช่วงครึ่งปีหลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงน่าสนใจ แต่การปรับตัวของหุ้นกลุ่มนี้เรามองว่าจะไม่ได้มาเฉพาะกับบริษัทรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่จะกระจายไปยังบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Hyperscalers เช่น Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta ต่างก็ใช้เงินจำนวนมากลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI (CAPEX) ทำให้กลุ่ม Hyperscalers ต้องมีการสั่งซื้อพวก Memory, Storage, GPU, CPU และอื่นๆ ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการประมวลผลเป็นจำนวนมาก โดยบริษัทต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่นพอพูดถึง Memory คนมักจะนึกถึง Micron Technology หรือ SK Hynix พอนึกถึงการผลิตชิป คนจะนึกถึง TSMC หรือ BROADCOM เป็นต้น โดยห่วงโซ่ของ AI ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่ยังกระจายไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น หากตัวเลข CAPEX ยังคงมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรามองว่าธีม AI ยังคงไม่จบง่ายๆ เพียงแต่ต้องหาผู้ชนะท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้เอง สิ่งที่จูงใจให้กลุ่ม Hyperscalers ยังเพิ่มเงินลงทุน คือรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย The One Big Beautiful Bill (OBBBA) โดยบริษัทที่ลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทันทีในปีที่ลงทุน ไม่ต้องเฉลี่ยหลายปี ทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดมากขึ้นในระยะสั้น
คำถามถัดมาคือ แล้วบริษัทเหล่านี้ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จะยังสามารถทำกำไรได้อยู่ และจะกระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหรือไม่ เราจึงพาไปดูงบการเงิน ยกตัวอย่างเช่นบริษัท Microsoft และ Amazon ตัวเลข Operating Margin ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไร หักต้นทุนขายและการบริหาร ในปี 2025ยังเติบโตได้ถึง 45% และ 12% ตามลำดับ และหากมองย้อนไปนับตั้งแต่ปี 2023 ตัวเลข Operating Margin ของทั้ง 2 บริษัทมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นทุกปี และ Consensus ยังคาดว่าจะโตต่อในปี 2026, 2027 ขณะที่หากมาดูบริษัทที่จะได้ประโยชน์จากการลงทุนใน CAPEX เช่น Micron Technology ต้องบอกว่า Consensus จาก Bloomberg คาดการณ์รายได้ในปี 2026 จะเติบโตถึงระดับ 200% (YoY) เลยทีเดียว และในปี 2027 ยังเติบโตสูงมากกว่า 50% (YoY) หรือบริษัท Sandisk เอง Consensus ยังคาดการณ์ รายได้จะโตเกินระดับ 100% ทั้งในปี 2026 และ 2027 ซึ่งตัวเลขที่เรานำมาให้ดู ไม่ได้คาดหวังว่ากำไรบริษัทจะต้องโตถึงระดับดังกล่าว เพียงแต่จะให้ดูในเชิงโมเมนตั้มว่า ธีมAI ยังไม่ตก และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เพียงแต่เราต้องกระจายการลงทุนไปอยู่ในหุ้นที่ถูกตัว ดังนั้นเรายังคงชื่นชอบการลงทุนในหุ้นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ผ่านกองทุน ES-GTECH ระดับความเสี่ยงกองทุน 7
กลยุทธ์การลงทุนฝั่ง EM : จังหวะเร่งลงทุนด้าน AI แรงขับเคลื่อนหลัก ผลักดันหุ้นเทคฯ เอเชีย
Executive Summary
- ตลาดหุ้น EM >> Slightly Positive >> เศรษฐกิจยังเติบโตดี กำไรบริษัทโตเด่นจาก AI ระดับราคาน่าสนใจเมื่อเทียบกับ DM คาดเม็ดเงินไหลเข้า หาก Fed มีท่าทีไม่ขึ้นดอกเบี้ย
- ตลาดหุ้นเอเชีย >> Slightly Positive >> กระแส AI Super Cycle เป็นแรงหนุนที่สำคัญ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน และช่วยให้ระดับราคาหุ้นเอเชียไม่แพง
- ตลาดหุ้นจีน A-Share >> Slightly Positive >> ได้แรงหนุนจาก AI เช่นเดียวกับหุ้นเอเชีย ส่งผลเศรษฐกิจโตไม่เท่ากันระหว่างปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ นโยบายภาครัฐมีส่วนสำคัญต่อการลงทุน โดยเฉพาะนโยบายพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยี
- ตลาดหุ้นจีน H-Share >> Slightly Negative >> เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ กดดันกำไรหุ้น H-Share นโยบายควบคุมการซื้อขายหุ้นข้ามพรมแดนของภาครัฐ กดดันเงินทุนไม่ไหลเข้า
- ตลาดหุ้นอินเดีย >> Slightly Negative >> ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายขึ้น แต่คาดการฟื้นตัวมีจำกัด RBI มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย เม็ดเงินลงทุนถูกดดันจากค่าเงินที่อ่อนค่า, ระดับราคาที่สูงกว่าตลาดหุ้นอื่นในเอเชีย และการขาดหุ้นเด่นด้านฮาร์ดแวร์ AI
- ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ > Slightly Positive >> ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ยังเร่งลงทุนด้าน AI ช่วยหนุนกำไรบริษัทหน่วยความจำเกาหลีใต้ แต่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรง ส่งผลให้ความผันผวนสูงกว่าปกติ อาจเผชิญแรงขายทำกำไรรุนแรงได้
- ตราสารหนี้ EM >> Slightly Positive >> อัตราผลตอบแทนพันธบัตร EM ที่เพิ่มขึ้นช่วงสงครามตะวันออกกลาง มีแนวโน้มลดลงตามสถานการณ์ที่ผ่อนคลายขึ้น อัตราดอกเบี้ยแท้จริงสูง เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอลง ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตราสารหนี้ EM
ผ่านพ้นไปแล้วครึ่งปี สำหรับปี 2026 ที่ถือเป็นหนึ่งในปีที่เต็มไปด้วยโอกาสการลงทุน แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนที่สูง โดยตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และตลาดหุ้นเอเชีย สามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว สมกับมุมมองตอนต้นปีที่เราให้ไว้กับคำว่า “GREAT”
ในส่วนภาพการลงทุนในตลาดหุ้น EM ในช่วงครึ่งปีหลัง เราคาดว่าภาพการโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงครึ่งปีแรก แม้จะมีปัจจัยบางประการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญอย่าง วัฏจักรปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Super Cycle ยังคงอยู่ เรามองว่าการพัฒนาทางด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น บริษัททางด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ยังคงมีแผนเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาทางด้าน AI ส่งผลให้ความต้องการส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ AI เช่น ชิปประมวลผล และชิปหน่วยความจำ มีเป็นจำนวนมาก เป็นผลบวกโดยตรงต่อกำไรของบริษัทเทคโนโลยีในเอเชีย ที่มีบทบาทสำคัญ เป็นผู้นำในการผลิตชิปและหน่วยความจำในระดับโลก ซึ่งความต้องการทางด้าน AI ที่แข็งแกร่งนี้เอง ได้กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนภาพรวมเศรษฐกิจ EM และเอเชียให้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ผ่านตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่ง อีกทั้งการเติบโตของกำไรในระดับสูง ยังช่วยทำให้ระดับราคาของหุ้นที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แม้ว่าราคาหุ้นจะได้ปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงในปีนี้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าปัจจัยต่างๆ จะเหมือนกับช่วงต้นปีเสียทั้งหมด ภาพการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่สร้างผลกระทบผ่านเงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางบางแห่งใน EM ได้กลับมาเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้น EM จับตามองคือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่จะส่งผลต่อทิศทางของเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น EM ซึ่งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เคยพุ่งสูงขึ้นในช่วงต้นของสงครามในตะวันออกกลาง ได้กลับมาลดลงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว ส่งผลให้แรงกดดันจากเงินเฟ้อผ่อนคลายลง ช่วยลดโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเป็นบวกต่อทิศทางเงินลงทุนที่จะไหลเข้าตลาดหุ้น EM ที่มีการเติบโตสูง และมีระดับราคาที่ไม่แพง
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เรามีมุมมองเป็นบวก (Slightly Positive) ต่อการลงทุนในหุ้น EM และเอเชียในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ที่ได้ประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยี AI โดยมีกองทุนแนะนำอย่าง ES-ASIA-A ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเอเชีย และ K-ATECH ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย นอกจากนี้ เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้อย่างร้อนแรงที่สุดในโลกในปีนี้ แต่ก็เป็นตลาดหุ้นที่มีความผันผวนสูงมากเช่นกัน โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เป็นผลมาจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix สองผู้เล่นสำคัญในตลาดหน่วยความจำชั้นสูง ซึ่งการเร่งลงทุนทางด้าน AI ได้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนขึ้นในตลาดหน่วยความจำ ส่งผลให้ทั้งราคาและความต้องการหน่วยความจำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งช่วยทำให้อัตรากำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำเร่งตัวสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้น 2 ตัวนี้ ก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีความกระจุกตัวในหุ้น 2 ตัวนี้มากขึ้น อีกทั้งยังดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยเข้าเก็งกำไรในตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก ระดับการซื้อขายด้วยบัญชีมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้จึงมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูงกว่าระดับปกติ แต่ก็มาพร้อมกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุน SCBKEQTG ได้
ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ภาพรวมเศรษฐกิจแสดงถึงการเติบโตที่ไม่เท่ากันระหว่างปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเศรษฐกิจในประเทศยังมีความอ่อนแอจากการบริโภคภายในประเทศ และการลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความอ่อนแอในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัว ขณะที่เศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างภาคการผลิต และการส่งออก ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูง ที่นอกจากจะได้แรงสนับสนุนจากกระแส AI แล้ว ยังได้แรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีน ที่ต้องการผลักดันให้จีนขึ้นเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี สามารถพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีได้ การลงทุนในตลาดหุ้นจีน จึงควรเน้นไปในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลจีนอย่างเช่นกลุ่มเทคโนโลยีในประเทศ เราจึงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นจีน A-Share ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน H-Share นั้น อาจมีสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮาร์ดแวร์น้อยกว่า ทำให้อาจจะยังมิใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการเร่งลงทุนทางด้าน AI ในรอบนี้ อีกทั้งการลงทุนในหุ้นจีน H-Share ยังมีปัจจัยลบจากนโยบายควบคุมการซื้อขายหุ้นข้ามพรมแดนของรัฐบาลจีน ทำให้เรามีมุมมองที่ระมัดระวังต่อการลงทุนในหุ้นจีน H-Share ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่อาจปรับเปลี่ยนได้หากนโยบายของรัฐบาลจีนเปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นจีนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเอเชีย หรือหุ้นเทคโนโลยีเอเชียได้
ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียที่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ให้ผลตอบแทนเป็นลบสวนทางกับตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมนั้น เรามองว่าตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงแรก ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โอกาสการฟื้นตัวของตลาดหุ้นอินเดียมีจำกัด เศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยอินเดียเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเศรษฐกิจอินเดียยังเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ จึงมีความอ่อนไหวต่อเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยกดดันต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย นอกจากนี้ตลาดหุ้นอินเดียยังขาดหุ้นเด่นทางด้านฮาร์ดแวร์ AI โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในอินเดียส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มที่โดดเด่นทางด้านการบริการทางด้านเทคโนโลยี ประกอบกับตลาดหุ้นอินเดียยังมีระดับราคาที่สูงกว่าตลาดหุ้นอื่นในเอเชีย และมีปัจจัยกดดันจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า จึงทำให้อาจไม่เป็นที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติมากนัก เราจึงมีมุมมองค่อนไปทางลบ (Slightly Negative) ต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียในช่วงครึ่งปีหลัง
สุดท้ายการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) ในช่วงครึ่งปีแรก มีความผันผวนตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ในช่วงต้นปีนักลงทุนยังมีมุมมองว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในปีนี้ แต่เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก นักลงทุนเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองว่า Fed อาจกลับมาปรับเพิ่มดอกเบี้ยในปีนี้ แทนที่จะลดดอกเบี้ยเหมือนที่คาดไว้เมื่อตอนต้นปี ซึ่งหาก Fed กลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้ EM อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายขึ้น ราคาน้ำมันกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงคราม ช่วยลดแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อ และช่วยลดโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ด้วย อีกทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงประเทศใน EM ที่ปรับตัวขึ้นจากความกังวลทางด้านเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ก็มีแนวโน้มกลับมาลดลง เราจึงมีมุมมองเชิงบวก (Slightly Positive) ต่อการลงทุนในตราสารหนี้ EM ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่าปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ EM ยังแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real yield) ของตราสารหนี้ EM อยู่ในระดับสูง ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่การลงทุนในตราสารหนี้ EM ได้ ผู้ที่ต้องการลงทุนในตราสารหนี้ EM สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุน ES-EBF ระดับความเสี่ยงกองทุน 5 ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ EM ที่เป็นสกุลเงินหลัก (Hard Currency) ได้
ttb Investment Product Strategist
กรกฎาคม 2026
มุมมองการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ประจำปี 2026

Source: ttb Investment Product Strategist
ข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์และการคาดหมาย รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ ทำขึ้นบนพื้นฐานของแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ณ วันที่จัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ และไม่ถือเป็นการรับประกันผลตอบแทนในอนาคต แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความถูกต้อง ความสมบูรณ์แท้จริงของข้อมูลดังกล่าว ความเห็นที่แสดงไว้ในรายงานฉบับนี้ได้มาจากการพิจารณาโดยเหมาะสมและรอบคอบแล้ว และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมาย ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน / การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / การลงทุนหรือใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป / ผู้ลงทุนมีความจำเป็นในการขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน / ผู้ลงทุนสามารถรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือ ttb Investment Line โทร. 1428 กด # 4 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9:00 – 17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)
